TRAINING

 Based on the needs, JELI offers workshops and trainings covering topics of organizing, leadership development, new members recruitment, effective meeting facilitation and consensus-building.

RESEARCH

JELI is specialized in research, including high-level policy research, strategic corporate and supply chains research, campaign-oriented and participatory action research with the communities.

Consulting

With our expertise on the ground, we offers consultancy to international organizations that promote labor and immigrant rights as well as corporate accountabilities in Thailand, Myanmar and Southeast Asia.

นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา โรคระบาด Covid-19 ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบให้มีผู้ป่วยในประเทศสหรัฐเสียชีวิตรวมแล้วกว่า 75,000 ราย แต่ยังทำให้ผู้ที่ยังเหลือรอดใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเช่นกัน เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา มีรายงานว่าแรงงานชาวสหรัฐมากกว่า 26 ล้านคนเตรียมเข้าแถวลงทะเบียนขอรับสวัสดิการรัฐจากเหตุตกงาน



Covid-19 ไม่ได้ทำหน้าที่คัดสรรผู้อยู่รอดอย่างเท่าเทียม ทั้งในแง่ผู้รอดชีวิตและผู้รอดพ้นจากระลอกคลื่นเศรษฐกิจ ในบางแห่ง เช่น เมืองมิลวอกี (Milwaukee) ในรัฐวิสคอนซิน ผู้เสียชีวิตจากโรคถึง 3 ใน 4 เป็นคนเชื้อชาติแอฟริกัน-อเมริกัน และในขณะที่แรงงานชายมักมีอัตราตกงานสูงกว่าแรงงานหญิงในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งที่ผ่านๆ มา เพราะในอดีตโรงงานอุตสาหกรรมมักจ้างแรงงานชายมากกว่าหญิง มาครั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์กลับชี้ว่ามีแรงงานหญิงตกงานในอัตราที่มากกว่า นั่นเป็นเพราะในปัจจุบันแรงงานชายมักทำงานในตำแหน่งที่สามารถทำงานจากบ้าน (work from home) ได้ ในขณะที่ผู้หญิงจำนวนมากทำงานในร้านอาหารหรือธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งเป็นธุรกิจแรกๆ ที่ถูกปิดกิจการชั่วคราวในช่วงที่มีการระบาด ยังไม่นับว่าในสภาวะปกติแรงงานหญิงในสหรัฐก็เผชิญปัญหาค่าแรงต่ำกว่าแรงงานชายอยู่แล้ว





หลังจากที่แอนดรูว์ คัวโม (Andrew Cuomo) ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ศูนย์กลางการระบาดในสหรัฐเรียก Covid-19 ว่าเป็น ‘ตัวช่วยสร้างความเท่าเทียมแก่โลก’ (The Great Equalizer) คารา จาโบลา-คาโรลัส (Khara Jabola-Carolus) ผู้อำนวยการบริการคณะกรรมาธิการสถานะสตรีแห่งรัฐฮาวาย (Commission on the Status of Women) ก็นำข้อมูลออกมาคัดง้างเพื่อแสดงท่าทีว่าเธอไม่เห็นด้วยกับคำนิยามของเขา



“ยอดผู้เสียชีวิตชี้ชัดว่าโรคนี้ไม่ได้สร้างความเท่าเทียมใดๆ เห็นได้ว่าการระบาดของไวรัสและผลที่ตามมาหลังจากนั้นกระทบคนกลุ่มหนึ่งรุนแรงกว่าอีกกลุ่ม ประการแรก ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อจะมีสุขภาพที่ดีในอเมริกานั้นแพงกว่าที่คนผิวสี ชนพื้นเมือง หรือแรงงานข้ามชาติจะเอื้อมถึง”


ฮาวายเป็นรัฐที่มีปัญหาทุกอย่างที่กล่าวมา ประชากรในรัฐฮาวายมีลักษณะหลากหลายและไม่ใช่แบบชาวอเมริกันกระแสหลัก มีทั้งชนพื้นเมืองและแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก มีสัดส่วนผู้สูงอายุอาศัยอยู่มาก เป็นครอบครัวขยายที่อยู่รวมกันหลายรุ่น นอกจากนี้ฮาวายยังเป็นรัฐที่มีค่าครองชีพสูงสุดในสหรัฐ ขนาดที่ลำพังเมื่อไม่มีไวรัสประชากรมากกว่าครึ่งก็ยังแทบเอาตัวไม่รอดจากปัญหาการเงินส่วนตัว และเมื่อมีไวรัส ฮาวายก็ทำสถิติเป็นรัฐที่มีอัตราการว่างงานสูงสุดในประเทศ





มีการคาดการณ์ว่ากลุ่มประชากรที่จะได้รับแรงกระแทกจากโรคระบาด Covid-19 หนักที่สุดคือชาวฮาวายพื้นถิ่น แรงงานข้ามชาติหญิง คนผิวสี และชาวสหพันธรัฐไมโครนีเซีย (Micronesia) อดีตประเทศภายใต้การบริหารของสหรัฐที่ยังคงประสบปัญหาว่าพึ่งพาสหรัฐมากเกินไปแม้จะได้รับเอกราชภายใต้สัญญาความสัมพันธ์เสรี (Compact of Free Association) แล้วก็ตาม คนเหล่านี้มีแนวโน้มใช้ชีวิตอยู่ตามชนบท ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกสุขภาพและได้รับค่าตอบแทนต่ำ ไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพและอาหารที่มีคุณค่าตามหลักโภชนาการ ปัจจัยเหล่านี้เองที่เป็นตัวเร่งอัตราการเสียชีวิตหากมีผู้ติดเชื้อ Covid-19



เมื่อวันที่ 22 เมษายน ฮาวายจึงกลายเป็นรัฐแรกที่ออกมาประกาศนโยบาย ‘แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบเฟมินิสต์’ โดยคำนึงถึงกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น ชนเผ่าพื้นเมือง แรงงานข้ามชาติหญิง ผู้หญิงที่ต้องดูแลผู้ป่วย-ผู้สูงอายุในครอบครัว หญิงสูงอายุ หญิงรักหญิง และกลุ่มนอน-ไบนารี (non-binary) นักโทษหญิง คนไร้บ้านหญิงที่อาศัยที่สาธารณะเป็นบ้านหลับนอน ผู้พิการหญิง และหญิงที่ถูกทารุณกรรมในครอบครัวหรือเหยื่อการค้ามนุษย์ ทั้งหมดนี้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในระดับลึกถึงรากวัฒนธรรม ซึ่งมากกว่าการเปลี่ยนแปลงด้วยนโยบายฟื้นบำรุงเศรษฐกิจแบบเดิมๆ





แผนการนั้นมีชื่อว่า ‘Building Brigdes: Not Walking on Backs’ (สร้างสะพานก้าวไปด้วยกัน มิใช่เหยียบย่ำบนหลังใคร) ความยาวจำนวนเพียง 20 หน้า บนหน้าปกที่มีรูปวาดสื่อถึงผู้หญิงจากหลากหลายกลุ่ม เชื้อชาติ และสีผิวในฮาวายกำลังโอบกอดกันไว้ คาราบอกว่ายังไม่เคยเห็นรัฐอื่นในสหรัฐ หรือประเทศอื่นๆ ที่คิดค้นแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยชูธงให้ผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง แม้แต่ข้อเสนอของฝ่ายซ้ายในสหรัฐเองก็ยังวนเวียนอยู่กับประเด็นเชื้อชาติและชนชั้นมากกว่า


“ผู้คนไม่เข้าใจพื้นฐานแนวคิดชายเป็นใหญ่ และไม่เข้าใจว่าเรื่องเพศเกี่ยวพันกับชนชั้นและเชื้อชาติอย่างไร สุดท้ายฉันจึงหันกลับไปหาองค์กรสตรี กลุ่มคนซึ่งมีพลังเคลื่อนไหวทั้งในและนอกรัฐสภา”


แผนการความยาว 20 หน้าเริ่มต้นจากหลักการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเด็กหญิง ผู้ใหญ่ที่นิยามตนเองเป็นเพศหญิง องค์กรเกี่ยวกับผู้หญิง ไปจนถึงภาคธุรกิจที่จ้างแรงงานหญิงจำนวนมาก และกำชับมิให้รัฐบาลใช้มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังผ่านการเพิ่มภาษีหรือลดค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างที่มักทำกันเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เนื่องจากเห็นว่าสุดท้ายมาตรการทำให้เศรษฐกิจถดถอยมากกว่าเดิม


แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจฉบับเฟมินิสต์เรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของรัฐฮาวาย จากเดิมที่เน้นงบประมาณด้านการทหารและพึ่งพาเม็ดเงินจากธุรกิจท่องเที่ยว เป็นการสนับสนุนการผลิตชุด PPE (อุปกรณ์ทางการแพทย์) อย่างยั่งยืน และมีโครงการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและเชื้อชาติ ผ่านการสร้างเสริมโอกาสให้แรงงานหญิงมี ‘อาชีพสีเขียว’ ในธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานทดแทน การจัดการสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งเดิมเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์เป็นอาชีพที่ถูกครองโดยกลุ่มแรงงานชาย ในทางกลับกัน คาราเห็นว่าควรส่งเสริมให้แรงงานชายเข้าสู่ตลาดอาชีพการดูแลเด็ก ผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุให้มากขึ้นเช่นกัน เพื่อลดภาพจำว่างานบ้านและงานการดูแลเป็นหน้าที่ของผู้หญิงเท่านั้น



นอกจากการสร้างอาชีพ คาราและคณะกรรมาธิการสถานะสตรียังกำหนดให้ขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำ (minimum wage) ที่พอสำหรับเลี้ยงดูแรงงานเพียง 1 คน เป็น ‘ค่าแรงเพื่อชีวิต’ (living wage) ที่พอให้แรงงาน 1 คนสามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวไปพร้อมกันได้ ในอัตรา 24.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง (ประมาณ 800 บาทต่อชั่วโมง) ซึ่งเป็นอัตราที่ทำให้แม่เลี้ยงเดี่ยวสามารถอยู่ได้อย่างไม่ขัดสน นอกจากนี้ยังเสนอให้จ่าย ‘รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ (Universal Basic Income; UBI) แก่สมาชิกครอบครัวที่ต้องทำงานบ้าน ดูแลสมาชิกอื่นๆ ที่ถือว่าเป็นงานอีกประเภทหนึ่งซึ่งผู้หญิงต้องทำโดยไม่ได้รับค่าจ้าง



“สำหรับงานดูแลสมาชิกในครอบครัวบางอย่างที่ไม่เหมาะแก่การจ้างคนนอกมาทำแทน เช่น การเลี้ยงดูบุตรหลาน โครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับสุขภาพทางสังคมก็ควรมีระบบ ‘จ่ายค่าชดเชยลาเลี้ยงลูกขั้นต่ำ 1 ปี’ แก่พ่อแม่ที่ต้องหยุดงานเพื่อทำงานบ้านอย่างไม่รู้จบสิ้น”



คาราสนับสนุนให้แรงงานลาป่วยโดยได้รับค่าจ้าง รวมถึงให้แรงงานที่มีครอบครัวหรือเป็นพ่อ-แม่เลี้ยงเดี่ยวสามารถลาหยุดไปเลี้ยงดูบุตรหลานได้โดยได้รับค่าจ้าง คารายังเกรงว่าผลกระทบจาก Covid-19 อาจทำให้อัตราการตายของมารดาเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการเดินทางที่ยากลำบากขึ้นและโรงพยาบาลกลายเป็นจุดเสี่ยงติดเชื้อ เธอยังชี้ว่าก่อนหน้าที่จะมีโรคระบาด อัตราการตายของมารดาชาวผิวสีมีมากกว่ามารดาผิวขาวถึง 3 เท่าจากอคติทางเชื้อชาติของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล





“ผู้หญิงชนบทและผู้หญิงที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะที่จะคลอดที่บ้านจึงเสี่ยงอันตรายมาก คนเหล่านี้คลอดลูกโดยพึ่งความช่วยเหลือจากหมอตำแยซึ่งมีอยู่ไม่กี่คนทั่วฮาวาย นี่จึงควรเป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องการระบบอนามัยมารดาที่ครอบคลุมเรื่องการผดุงครรภ์” เธอกล่าว


ประชากรอีกกลุ่มที่แผนการปฏิรูปเศรษฐกิจฉบับเฟมินิสต์ให้ความสำคัญคือกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนมากเป็นเพศหญิงและมีฐานะยากจน โดยเฉพาะผู้หญิงรุ่นเก่าที่มักโตมากับการถูกบีบให้ทำงานที่ได้ค่าตอบแทนต่ำ ทำงานบ้านโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือใช้ชีวิตพึ่งพาสามีจนไม่สามารถเก็บเงินสร้างตัวได้ เมื่อชรามาจึงไม่มีหลักประกันเป็นหลังพิงสำหรับเลี้ยงดูตนเอง


ภายในสิบปี คาราชี้ว่าฮาวายจะมีสัดส่วนประชากรสูงอายุถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด และถ้าหากรัฐไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการดูแลประชากรกลุ่มนี้แล้ว คนชราที่ร่ำรวยก็อาจจ้างพนักงานดูแลมาบริการได้ แต่สำหรับคนชราที่มีฐานะไม่ดีนัก หน้าที่การดูแลก็จะตกเป็นของลูกสาว และผลิตวงจรหญิงที่ทำงานบ้าน ดูแลสมาชิกครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าจ้างไปจนตัวเองแก่ชรา วนเวียนซ้ำไปไม่จบสิ้น


ถึงแม้ว่าจะเป็นแผนที่ถูกร่างมาสำหรับเศรษฐกิจเฉพาะรัฐใดรัฐหนึ่ง ไม่ใช่แผนการจากรัฐบาลกลาง แต่คาราและคณะกรรมาธิการสถานะสตรีแห่งรัฐฮาวายไม่ได้สงวนสิทธิ์แผนพัฒนาเศรษฐกิจไว้ตามลำพังเท่านั้น คาราเห็นว่ารัฐอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกาก็สามารถนำ ‘แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจฉบับเฟมินิสต์’ ไปใช้ได้ไม่ยาก เนื่องจากแผนฟื้นฟูฯ ตอบคำถามสำคัญครบทั้ง 4 คำถาม นั่นคือ รัฐนั้นๆ จะหางบประมาณจากไหนมาแก้ปัญหา จะกระตุ้นการจ้างงานได้อย่างไร ควรทุ่มงบประมาณให้กับกิจกรรมใดบ้าง และคำถามสำคัญที่ว่า เศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมั่นคงมากขึ้นที่แต่ละรัฐต่างฝันถึงควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร


“สร้างกองทัพชาวเฟมินิสต์ของคุณเอง แล้วมองไปให้ไกลกว่าความคิดเห็นจากปากผู้แทนหรือผู้มีอำนาจเขียนกฎหมาย สร้างการมีส่วนร่วมของผู้หญิงธรรมดาที่มีประสบการณ์ตรงและเข้าใจความยากลำบากของผู้หญิงอีกมากที่เผชิญชีวิตอยู่บนความเสี่ยง มองหานักเศรษฐศาสตร์หญิงและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีแนวคิดวิพากษ์เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism)”


“ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด มองภาพใหญ่ให้ออก และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ”



อ่านแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจฉบับเฟมินิสต์ฉบับเต็มได้ที่


ขอบคุณเนื้อหาจาก
ขอบคุณภาพประกอบจาก 




นับตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม วันแรกของการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ‘เราไม่ทิ้งกัน.com’ ก็เป็นเวลากว่า 20 วันแล้วที่รัฐบาลไทยสัญญาว่าจะช่วยเหลือแรงงานนอกระบบที่ได้รับผลกระทบจากการปิดงานในช่วงการระบาดของโรค Covid-19 เป็นเงินสดมูลค่า 5,000 บาทต่อเดือน ต่อคน ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน


ภายหลังจากเว็บไต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com เปิดให้ลงทะเบียนเป็นวันแรก ปัญหาแรกๆ ที่มีผู้ร้องเรียนกันเข้ามาคือ ระบบลงทะเบียนล่ม ไม่สามารถเข้าเว็บไซต์ได้ หรือหากกดเข้าไปในเว็บไซต์ได้ทันก็ไม่ได้แปลว่าลงทะเบียนสำเร็จเสมอไป มีประชาชนหลายรายที่เข้าหน้าเว็บไซต์ได้แล้วกลับพบข้อความว่า ‘ดำเนินการไม่สำเร็จ กรุณาลองใหม่อีกครั้ง’ รออยู่


ข้อมูล ณ วันที่ 14 เมษายนรายงานว่ามีผู้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์แล้ว 27.2 ล้านคน ผู้ที่จะได้รับเงินต้องมีสถานะในระบบว่า “ท่านได้รับสิทธิมาตรการเยียวยา 5,000 บาท” ซึ่งรัฐทยอยจ่ายแล้ววันละหลักแสนคน รวมประมาณ 3 ล้านคนเศษ ในขณะเดียวกันก็คัดกรองผู้ไม่เข้าเกณฑ์ เช่น ผู้ที่มีสถานะในระบบลงทะเบียนเป็นเกษตรกรหรือนักเรียนนักศึกษาออก ภายหลังจึงมีหลายรายท้วงว่าแท้จริงแล้วตนประกอบอาชีพอื่นแต่ถูกระบบตัดชื่อออก


เกณฑ์การคัดเลือกที่ไม่ชัดเจน ฐานข้อมูลของรัฐที่ไม่มีความแม่นยำ และกระบวนการคัดกรองที่ล่าช้าเป็นเหตุให้คนที่ตกหล่นตัดสินใจรวมตัวประท้วงหน้ากระทรวงการคลังในวันเดียวกัน


ถัดมา กระทรวงการคลังประกาศว่าในวันที่ 20 เมษายน จะเปิดระบบอุทธรณ์ออนไลน์ให้ผู้เดือดร้อนที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาเข้ามากรอกข้อมูลเพื่อเข้ารับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมในสถานการณ์วิกฤต ความล่าช้าเช่นนี้อาจสรุปได้ว่าเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนเต็มที่ประชาชนต้องแขวนปากท้องและชะตาชีวิตหลังจากนี้ไว้กับสถานะการลงทะเบียนของรัฐ

สำหรับผู้ไม่เข้าเกณฑ์ร่วมโครงการเราไม่ทิ้งกันที่รัฐบอกให้รอการเยียวยาจากโครงการอื่นๆ เฉพาะเจาะจงเป็นกลุ่มอาชีพไปในอนาคต อาจเป็นการกัดก้อนเกลือรอความช่วยเหลือที่อยู่แสนไกลไม่รู้หนไหน ในทางกลับกัน สำหรับผู้เข้าเกณฑ์ที่ความช่วยเหลือยังมาไม่ถึงเสียที การภาวนารอให้สถานะในระบบของตนเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘ท่านได้รับสิทธิมาตรการเยียวยา’ ก็อาจเป็นการรอความช่วยเหลือที่อยู่แสนใกล้แต่เอื้อมมือไปคว้าไม่ถึง หากจะมีสิ่งที่คล้ายกันอยู่บ้างก็คงเป็นการกัดก้อนเกลือกิน ลิ้มรสความทุกข์ร้อนระหว่างรอไม่ต่างกัน


เหลืออีกเพียงไม่กี่วันก่อนจะเปิดระบบให้กรอกคำร้องอุทธรณ์ออนไลน์ จากวันลงทะเบียนวันแรกจนถึงวันนี้ที่ความช่วยเหลือยังมาไม่ถึง ผู้เข้าเกณฑ์ในโครงการเราไม่ทิ้งกันยังคงรอคอยเงินเยียวยาจำนวน 5,000 บาท ด้วยความหวังว่าเงินจำนวนนี้จะมาถึงทันก่อนจะสิ้นลมด้วยความอด


พิสูจน์ความยากจน


‘นาง’ วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหญิงวัย 53 ปี แถบรังสิต เล่าด้วยความคับแค้นใจว่าเธอลงทะเบียนตั้งแต่วันแรกๆ โดยไหว้วานให้ลูกที่ใช้เทคโนโลยีคล่องกว่าเป็นผู้กรอกข้อมูลในระบบให้ ส่วนตัวเธอไม่ถนัดการลงทะเบียนออนไลน์ ซ้ำโทรศัพท์ที่มีก็มีประสิทธิภาพลดลงตามระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนาน


“ลงวันแรกก็ขึ้นว่า เลขบัตรประจำตัวประชาชนเราไม่ถูกต้อง มันจะไม่ถูกได้อย่างไร ก็เราใช้เลขนี้ติดต่อธุระอื่นมาแล้วทั้งชีวิตก็ยังใช้ได้ปกติ” เธอกล่าว เล่าว่าตัวเองและลูกใช้เวลานับครั้งไม่ถ้วนพยายามลงทะเบียนซ้ำๆ ด้วยเลขบัตรประชาชนที่เช็กแล้วเช็กอีกว่าเป็นของเธออย่างถูกต้อง พลางบ่นว่าอย่างนี้ตาสีตาสาที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือลงทะเบียนไม่เป็นเลยหากเดือดร้อนกว่าเธอจะทำอย่างไร


นางเล่าว่า เดิมเศรษฐกิจไม่ดีอย่างไรวันหนึ่งก็ยังพอวิ่งรถได้ค่ากับข้าวมาบ้าง แต่หลังจากรัฐบาลประกาศให้หยุดกิจการบางประเภทเป็นการชั่วคราว ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 ทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจุบันเธอจึงหาเงินได้เพียงวันละ 35-45 บาทเท่านั้น สวนทางกับค่าใช้จ่ายที่มีคงที่ ทั้งค่าน้ำ-ไฟ ค่าเบี้ยประกันตนเองตามประกันสังคมมาตรา 39 ค่าผ่อนบ้านให้ลูกชาย ไปจนถึงค่าผ่อนมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เลี้ยงชีพโดยไม่มีการพักหนี้ และค่าหยูกยาบรรเทาอาการไมเกรนและโรคเครียด ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อป้องกันโรค เช่น ค่าหน้ากากอนามัย


หลังจากลงทะเบียนรอบแรกไม่ผ่าน เธอลงทะเบียนซ้ำจนเอาชื่อเข้าไปกองรวมกับชื่อคนเดือดร้อนรายอื่นๆ ในระบบได้สำเร็จ แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 เมษายน สถานะการลงทะเบียนมาตรการเยียวยาโครงการเราไม่ทิ้งกันของนางยังคงค้างเติ่งอยู่ที่ ‘อยู่ระหว่างการตรวจสอบ’ เธอไม่ได้ถือสาที่จะต้องให้รัฐมาพิสูจน์ความทุกข์ยากก่อนจึงจะหยิบยื่นเงินเยียวยาให้ แต่กระบวนการตรวจสอบที่ล่าช้าต่างหากที่ทำให้เธอกังวลว่าจะเอาอะไรกินระหว่างรอ


นางบอกว่าทุกวันนี้เธอกินเท่าที่จำเป็น บางวันที่รู้สึกหิวแต่ยังไม่ถึงมื้ออาหารก็ต้องอดทน เพราะต้องประหยัดเงิน ตอนนี้งานวิ่งรับส่งผู้โดยสารของเธอทำเงินได้ไม่มากแล้ว บางวันวิ่งได้ชั่วโมงเดียวก็เกิดความเครียดจนทำงานต่อไม่ไหว กำเงิน 10-15 บาทกลับบ้านไปรับประทานยาแก้ปวดศีรษะแล้วงีบพักผ่อน รายได้จากลูกสาวและลูกชายก็ไม่แน่นอน บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินเดือนไม่เต็มมูลค่าในช่วงมีโรคระบาด

ถึงจะเดือดร้อนและเป็นหนึ่งในสี่กลุ่มอาชีพที่รัฐบาลประกาศว่าจะรีบเยียวยาเป็นกลุ่มแรกๆ แต่ผ่านไปกว่า 3 สัปดาห์แล้วนับตั้งแต่นางกรอกอาชีพและรายได้ต่อเดือนเข้าไปในระบบก็ยังไม่มีวี่แววว่าความช่วยเหลือจะมาถึง


อยู่เพื่อรอคอยความหวังเดียวที่มี


นางกล่าวว่าต่อให้ประหยัดอย่างไร เงิน 5,000 บาทก็เป็นจำนวนไม่มากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง แต่อย่างน้อยหากได้มาก็จะพอบรรเทาให้เดือนนี้ผ่านไปอย่างไม่ลำบากนัก เงินเยียวยาในโครงการเราไม่ทิ้งกันเป็นความหวังเดียวในตอนนี้ เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมประกาศว่ามีมาตรการเยียวยาสำหรับผู้ประกันตนเฉพาะมาตรา 33 โดยให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์เช่นกัน เธอที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 และจ่ายเบี้ยประกันตนเองมาตลอดก็หมดสิทธิ์

“พี่ก็รออยู่ ก็ยังไม่เห็นว่า (โครงการเราไม่ทิ้งกัน) จะแจ้งอะไรกลับมา” เธอเล่าเสียงเจืออารมณ์ “ถ้าเลือกได้พี่ก็อยากให้ประกันสังคมคืนค่าทำศพกรณีเสียชีวิตให้ก่อน เราอยากใช้เงินก่อนตาย ตายไปแล้วเงินก้อนนี้จะมีประโยชน์อะไร”

เธอบอกว่าเวลาพบปะเพื่อนบ้านในละแวก บทสนทนาแรกๆ ที่ทุกคนจะหยิบยกมาพูดคุยกันคือการถามว่าอีกฝ่ายได้รับเงินเยียวยาหรือยัง เธอกล่าวว่าเป็นการปรับทุกข์และเก็บข้อมูลไปในตัวว่าความช่วยเหลือนี้ถึงหรือไม่ถึงใครแล้วบ้าง

“พี่เป็นวินมอเตอร์ไซค์ป้ายเหลือง (มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง) เป็นกลุ่มที่รัฐบอกว่าจะได้รับเงินแน่ๆ แต่ก็ยังไม่ได้ สอบถามวินฯ คนอื่นๆ ก็บอกเหมือนกันว่ายังไม่ได้ ทั้งที่พี่เห็นบางคนขายของออนไลน์ บางคนดูมีฐานะกว่าเราก็ได้เงินมาแล้ว”


ช่วงที่ผ่านมามีข่าวว่ามีผู้ลงทะเบียนรายหนึ่งได้รับเงินไปตั้งแต่ล็อตแรก แล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊กในทำนองว่าเป็นเพียงเงินจำนวนเล็กน้อยที่ได้มาอย่างง่ายดาย ไม่มีความหมายใดเป็นพิเศษ ทำให้มีผู้เดือดร้อนอีกจำนวนมากที่ยังคงรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์สาวรายนี้เป็นจำนวนมาก ก่อเป็น กระแสทะเลาะกันเองอยู่พักใหญ่ว่าใครควรมีสิทธิ์ในเงิน 5,000 บาทต่อเดือนบ้าง แต่นางเห็นตรงข้ามว่าถึงแม้เธอจะหมั่นสำรวจว่าในละแวกบ้านมีใครได้เงินไปก่อนแล้วบ้าง ความรู้สึกที่มีต่อกันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้สึกเชิงลบเสมอไป


“พี่ไม่ได้โกรธคนที่เขาดูเดือดร้อนน้อยกว่าแต่ได้เงินก่อนพี่ จะไปโกรธเขาทำไม เขาอาจจะเดือดร้อนจริงก็ได้ แต่รัฐบาลต้องมีวิธีการคัดกรองคนให้ดีกว่านี้ กระจายเงินให้ดีกว่านี้ ให้ถึงมือคนยากจน”

ในระหว่างรอเงินเยียวยาจากรัฐส่งตรงเข้าบัญชีตามสิทธิที่พึงได้ เธอพูดติดตลกเป็นเชิงเข้าใจว่า “อย่างพี่เนี่ย คนนอกเขามองก็คิดว่ามีเงิน มีที่ไหนกันล่ะ”


ช่วงที่แย่ที่สุดของชีวิตที่มองไม่เห็นอนาคต

‘กร’ พนักงานนวดหญิงวัย 50 ปีจากจังหวัดภูเก็ตตัดสินใจเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดปทุมธานีหลังจากมีการระบาดของโรค Covid-19 และรัฐบาลมีประกาศปิดกิจการประเภทบันเทิงชั่วคราว ร้านนวดที่กรเคยทำงานแลกกับรายได้ราว 1,000 บาทต่อวันก็ปิดลงไปด้วย

เดิมกรกับสามีเช่าห้องพักราคาถูกอยู่ด้วยกันในจังหวัดภูเก็ต เธอเล่าว่าค่าครองชีพที่ภูเก็ตสูงมากโดยเฉพาะเมื่อไม่มีรายได้ ตนเองคิดถูกที่เดินทางกลับมาพักที่บ้าน เพราะอย่างน้อยบ้านที่จังหวัดปทุมธานีก็ผ่อนหมดแล้ว มิฉะนั้นคงได้นั่งๆ นอนๆ ในบ้านเช่าราคาแพง รังแต่จะเพิ่มทั้งค่าใช้จ่ายและความเครียด

“คนชอบพูดกันว่าทำงานจังหวัดภูเก็ตนี่รายได้ดี” เธอเล่า “แต่ค่าครองชีพสูง แต่ละวันจ่ายค่าอาหารไปแล้ววันละ 200-300 บาท ซึ่งถือว่ากินอย่างประหยัดมาก แกงถุงหนึ่งก็ 50 บาทแล้ว คุณภาพชีวิตไม่ค่อยดี ไม่ค่อยมีโอกาสได้กินของดีๆ”

กรบอกว่าตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมที่รัฐบาลสั่งปิดกิจการกลุ่มงานบริการชั่วคราว จนถึงวันนี้ เป็นช่วงที่แย่ที่สุดของชีวิตที่มองไม่เห็นอนาคตว่าการระบาดนี้จะกินเวลายาวนานแค่ไหน กิจการจะต้องปิดจนถึงเมื่อไร ไม่มีใครรับรองอนาคตในวันพรุ่งนี้ให้เธอได้ เธอกล่าวว่าที่ผ่านมามีแต่ข่าวว่ารัฐบาลกักตุนสินค้าจำเป็น แต่ไม่ได้จริงจังในการเยียวยาคนจน

“รัฐไม่ได้เยียวยาคนจน ของแจกก็เป็นเพียงการสงเคราะห์จากรัฐบาลและได้ไม่ทั่วถึงกัน” เธอชี้ให้เห็นว่าความช่วยเหลือเดียวที่มาถึงนับแต่กลับมาอยู่บ้านคือหน้ากากอนามัย 2 ผืนที่ได้รับจาก อบต.

กรลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาโครงการเราไม่ทิ้งกันตั้งแต่วันแรกที่เปิดระบบให้กรอกข้อมูล แต่ก็พบปัญหาคล้ายของนาง คือไม่สามารถลงทะเบียนได้เพราะระบบอ้างว่าเลขบัตรประชาชนของเธอไม่ถูกต้อง

“ร้านนวดลงทะเบียนให้พนักงานรวม 19 คน ลงทะเบียนสำเร็จ 9 คน เหลืออีก 10 คนที่ยังไม่ผ่าน”

หนึ่งในสิบคนนั้นคือกร เธอเล่าว่าร้านลงทะเบียนให้ทั้งสิ้น 4 ครั้งก็ยังไม่สำเร็จ ความหวังที่จะได้เงินแทบไม่มี แม้จะสอบถามเจ้าหน้าที่ธนาคารไปแล้วก็ได้รับคำตอบเพียงว่า ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ลงทะเบียนอาจจำข้อมูลเลขบัตรประชาชนเดิมซึ่งไม่ถูกต้อง ทำให้การลงทะเบียนครั้งถัดไปไม่ผ่านด้วย



ชีวิตคนไม่ใช่ละคร และไม่ต้องการคำสัญญาลอยลมจากรัฐ

กรบอกว่าระบบการลงทะเบียนของรัฐเข้าถึงได้ยาก หากคนหัวไม่ไวคงกรอกข้อมูลไม่ทันหรือทำรายการได้ช้า เธอให้ความเห็นว่าระบบลงทะเบียนเป็นอุปสรรคใหญ่ในการเยียวยา

“คนทั่วไปเดือดร้อน รัฐก็ควรเยียวยาทุกคน ไม่ใช่ว่าต้องให้มาแย่งกันลงทะเบียนตอนตีหนึ่ง-ตีสอง ยังต้องมานั่งกรอกเอกสารเพื่อขอรับเงินเยียวยาจากรัฐ แถมไม่รู้ว่าเอาระบบอะไรมาคัดกรอง”

เมื่อคำนวณดูแล้ว เงินเก็บของกรเหลืออยู่ไม่มาก ซ้ำจะนั่งรถเมล์ไปหางานใหม่ทำก็กลัวจะติดเชื้อ ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้วเธอมีอาการเจ็บคอและครั่นเนื้อครั่นตัวจนต้องไปตรวจหาเชื้อ Covid-19 แต่เวลาผ่านไปเกือบเดือน จนแล้วจนรอดผลตรวจก็ยังไม่ออกจึงสันนิษฐานเอาเองว่าคงไม่เป็นอะไร ที่ผ่านมาเธอได้แต่เก็บตัวอยู่กับบ้านเพื่อลดการแพร่เชื้อระหว่างรอผลตรวจโรค จนถึงตอนนี้กรเก็บตัวมาเรื่อยๆ แต่เปลี่ยนจากการรอผลตรวจมาเป็นรอการเยียวยาเงินจากรัฐแทน

“แนวปฏิบัติรัฐแจกเงินเหมือนใช้เครื่องสุ่ม ชีวิตคนไม่ใช่ละคร รัฐบาลมัวแต่มาพูดกันลอยๆ ไม่ได้ ประชาชนต้องกินต้องใช้จ่ายทุกวัน”

กรบอกด้วยน้ำเสียงเศร้าว่าตอนนี้และในอนาคตไม่ได้วางแผนชีวิตอะไร เพราะไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อ ร้านนวดที่กรเคยทำงานก็ปิดไม่มีกำหนด อย่างน้อยที่ทำได้คือใช้ชีวิตวันต่อวันร่วมกับสามีโดยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน



ก่อนจะถึงวันอุทธรณ์ออนไลน์

ไม่เพียงแต่นางและกรเท่านั้น ที่ผ่านมามีอีกหลายคนที่มีสถานะเป็น ‘ผู้ตกหล่น’ จากนโยบายช่วยเหลือของรัฐที่ไม่ครอบคลุมทั่วถึงด้วยสาเหตุต่างๆ กัน บางรายกรอกข้อมูลซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังไม่สำเร็จ บางรายลงทะเบียนแล้วแต่ถูกคัดออกด้วยข้อความว่าเป็นเกษตรกรหรือนักเรียนนักศึกษาทั้งที่มั่นใจว่าตนเองมีคุณสมบัติครบเพราะไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรหรือกำลังเรียนอยู่อย่างที่ระบบคัดกรองของรัฐบอก บางรายเดือดร้อนแต่ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับเงินเยียวยาตั้งแต่ต้น

บรรยากาศการประท้วงหน้ากระทรวงการคลังเป็นไปด้วยความตึงเครียดและหดหู่ วงจร ‘หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ขาดรายได้’ ทำให้แรงงานบางคนถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความคับแค้น เพ็ญ แม่ค้าขายของในตลาดนัด หนึ่งในผู้เดินทางไปร้องเรียนถึงหน้ากระทรวงการคลังพูดทั้งน้ำตาว่า “ทำไมรัฐไม่ช่วย แน่จริงเปิดตลาดให้ขายของก็จะไม่มาง้อเงิน 5,000 บาท” หลายคนหมดสิ้นหนทางถึงขนาดกล่าวว่าจะฆ่าตัวตายหากไม่ได้รับความช่วยเหลือ หลายคนทรุดนั่งเขียนคำร้องในเอกสารบนพื้นนอกอาคารกระทรวงการคลัง ถัดจากเก้าอี้หรูจากภาษีประชาชนที่วางตั้งอยู่ไม่ไกล แต่ถูกเจ้าหน้าที่ปิดประตูกระจกไม่ให้เข้าไปนั่งได้

ทว่าคำตอบที่ผู้ตกหล่นและอับจนหนทางได้รับกลับเป็นการบอกปัดว่าหลังจากนี้ไม่ต้องเดินทางมาที่กระทรวงอีก ให้รอการอุทธรณ์ออนไลน์ซึ่งจะเปิดระบบให้กรอกร้องทุกข์ทุกกรณีอีกครั้งในวันที่ 20 เมษายนแทน ทั้งที่ประชาชนที่เดินทางมาร้องเรียนในวันนั้นจำนวนมากชี้แจงกับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวไปตั้งแต่ต้นแล้วว่าตนและเพื่อนๆ ใช้ระบบออนไลน์ไม่คล่อง

ทักษะการใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีไม่ควรกลายเป็นเครื่องมือกีดกันการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ นางและกรเสนอให้รัฐกระจายอำนาจและงบประมาณสู่ท้องถิ่น ให้เขตพื้นที่หรือหมู่บ้านที่มีข้อมูลกันดีอยู่แล้วเป็นผู้ช่วยกระจายเงินเยียวยากันเอง เพื่อแก้ปัญหาการพิจารณาที่ล่าช้าจากส่วนกลาง กลุ่มผู้เดือดร้อนบางคนเสนอไปไกลกว่านั้นโดยการยกเลิกเกณฑ์อาชีพออก เน้นเยียวยาทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนพิสูจน์ความยากจน

ในบรรยากาศมืดมิดที่รัฐบาลยังมะงุมมะงาหรา ประชาชนยังยากที่จะวางใจได้ว่า หากเปิดระบบอุทธรณ์ออนไลน์แล้วยังไม่ได้ผล ในขณะที่ข้าวสารในครัวพร่องลงไปทุกที ชีวิตจากนี้จะทำอย่างไรต่อ





ขอบคุณข้อมูลจาก

www.bangkokbiznews.com

today.line.me/th

www.prachachat.net

thestandard.co

www.bangkokbiznews.com



ABOUT US >

Just Economy and Labor Institute (JELI) is non-profit organization working to promote social justice and ensure the protection of labor rights. We support workers and labor organizations by offering educational and capacity-building programs. We also partner with rights-based organizations that share our vision and missions to conduct research and design campaign-oriented trainings aimed to achieve economic and labor justice.

© 2018 by JELI.
Proudly created with Wix.com