TRAINING

 Based on the needs, JELI offers workshops and trainings covering topics of organizing, leadership development, new members recruitment, effective meeting facilitation and consensus-building.

RESEARCH

JELI is specialized in research, including high-level policy research, strategic corporate and supply chains research, campaign-oriented and participatory action research with the communities.

Consulting

With our expertise on the ground, we offers consultancy to international organizations that promote labor and immigrant rights as well as corporate accountabilities in Thailand, Myanmar and Southeast Asia.

สรุปเสวนาในซีรีส์ “การเมืองเรื่องกรรมกร” ตอน “สิทธิประกันสังคมที่เราต้องการในภาวะ COVID-19" (วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 เวลา 18.00-20.00 น.)





อุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม

  • สิทธิประกันสังคมน้อยและไม่รอบด้านอยู่แล้วในช่วงก่อน Covid

ธนพร วิจันทร์ กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี กล่าวว่าในภาวะปกติ ผู้ประกันตนมาตรา 33 ก็ได้รับสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 ประการ (ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร เกษียณอายุ ว่างงาน) น้อยอยู่แล้ว เมื่อความขาดในยามปกติมาเจอกับความไม่ครบถ้วนของวิสัยทัศน์ผู้ประกาศนโยบายในช่วงวิกฤต Covid-19 ก็ทำให้เกิดปัญหาหลายด้าน เช่น ทำให้ผู้ประกันตนเกิดความสับสนและสุดท้ายก็ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิของตัวเองในยามวิกฤตได้

เซีย จำปาทอง สมาพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่าตนและสมาชิกสหพันธ์ฯ ได้เสนอให้สำนักงานประกันสังคมเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตน เช่น สิทธิเมื่อว่างงาน สิทธิบำนาญ สิทธิสงเคราะห์บุตร โดยได้เสนอไปหลายครั้ง รวมถึงครั้งที่สำนักงานประกันสังคมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกันตนเมื่อปี 2560 แต่ก็ยังไม่เห็นผลชัดเจน

เซียระบุว่า สมาชิกสหพันธ์ฯ ได้รับผลกระทบจากโรค Covid-19 ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรง เช่น ถูกปิดงานตามมาตรา 75 หรือถูกเลิกจ้างแล้วรอรับเงินสิทธิประโยชน์ 62% จากประกันสังคม ส่วนทางอ้อม เช่น โรคระบาดทำให้แรงงานรู้สึกอยากมาใช้สิทธิรักษาพยาบาลลดลง เนื่องจากมองว่าโรงพยาบาลเป็นแหล่งเสี่ยงติดเชื้อ อีกทั้งผู้ประกันตนหลายคนยังรู้สึกว่าสิทธิรักษาพยาบาลเดิมที่ได้รับจากประกันสังคมไม่ได้คุ้มค่าเท่าที่ควร


  • ไม่ครอบคลุมแรงงานข้ามชาติ-แรงงานบนที่สูง

ปัญหาของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยและแรงงานชาติพันธุ์บนที่สูงที่เกี่ยวกับสิทธิประกันสังคมอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่มีสิทธิขึ้นทะเบียนในระบบประกันสังคมตั้งแต่ต้น และกลุ่มที่เข้าข่ายขึ้นเป็นผู้ประกันตนได้


มงคล ยางงาม กลุ่มแรงงานเพื่อสังคม กล่าวว่า แรงงานกลุ่มแรกได้แก่แรงงานข้ามชาติแบบมาเช้า-เย็นกลับตามมาตรา 64 ที่โดยปกติกฎหมายกำหนดให้นายจ้างนำแรงงานข้ามชาติขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน แต่ด้วยความคลุมเครือของลักษณะการจ้างงานแบบชั่วคราว 3 เดือนของแรงงานตามมาตรา 64 ทำให้นายจ้างและเจ้าหน้าที่รัฐปฏิเสธที่จะนำส่งรายชื่อ แรงงานแบบมาเช้า-เย็นกลับจึงไม่ถูกนับเป็นแรงงานที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมได้

ศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา ที่ปรึกษาจัดตั้งแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา เสริมว่า แรงงานข้ามชาติบางคนที่ทำงานในกิจการที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้นายจ้างต้องนำแรงงานขึ้นทะเบียน เช่น แรงงานภาคการเกษตรในสวนดอกไม้หรือสวนลำไย ก็อาจไม่ได้ขึ้นเป็นผู้ประกันตนด้วยเช่นกัน

ศุกาญจน์ตาเปรียบว่า แรงงานจากพื้นที่สูงและแรงงานข้ามชาติถูกมองเสมือนเป็น ‘ผี’ ที่ไม่มีตัวตนในสังคม เพราะแม้คนบนที่สูงบางคนจะเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39-40 ที่เข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือจากโครงการ ‘เราไม่ทิ้งกัน’ แต่ก็ไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก บางคนก็ทำงานให้นายจ้างรายย่อยในธุรกิจเล็กๆ เช่น แม่บ้าน ก่อสร้าง ร้านอาหาร แรงงานและนายจ้างกลุ่มนี้มีกำลังส่งเงินสมทบได้ไม่มาก เมื่อได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมก็ได้ในสัดส่วนไม่มากเช่นกัน ทั้งที่แรงงานข้ามชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ และคนบนที่สูงในภาคเหนือส่วนมากเป็นผู้หญิงที่ประกอบอาชีพลูกจ้างทำงานบ้านและลูกจ้างกลุ่มอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น พนักงานโรงแรมและซักรีด ซึ่งได้รับผลกระทบจาก Covid-19 มาก

“ภาครัฐก็ควรเร่งหาวิธีเยียวยาแรงงานข้ามชาติ แรงงานชาติพันธุ์ และแรงงานจากพื้นที่สูงให้เท่าเทียมกับคนไทย ไม่ควรเลือกปฏิบัติ” ศุกาญจน์ตาสรุป

  • ความช่วยเหลือมาล่าช้า มีขั้นตอนยุ่งยาก

ศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา และธนพร วิจันทร์ เห็นตรงกันว่าอุปสรรคสำคัญอีกประการ คือ การบริหารที่ล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพของรัฐ เธอมองว่าการบริหารงานแบบราชการที่ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนเป็นอุปสรรคที่ทำให้การทำงานของสำนักงานประกันสังคมไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาจริง


“จะเห็นว่ารัฐบาลประกาศให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินแก่ผู้ประกันตนเป็นเวลา 3 เดือน คือมีนาคม-พฤษภาคม แต่ขนาดใกล้สิ้นเดือนพฤษภาคมแล้ว คนงานอีกมากยังไม่ได้จับเงินเดือนแรก” ธนพรว่า

ศุกาญจน์ตาตั้งข้อสังเกตว่า สำนักงานประกันสังคมมีข้อมูลผู้ประกันตนในระบบอยู่แล้ว ไม่ควรตรวจสอบสิทธิซ้ำอีก นอกจากนี้ผู้ประกันตนมาตรา 33 บางรายเจอปัญหาว่านายจ้างสั่งปิดงานชั่วคราว แต่ไม่ได้จ่ายค่าแรง 75% ของค่าจ้างรายวันให้ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน เมื่อแรงงานที่ได้รับค่าจ้างเพียง 50% ไปร้องขอใช้สิทธิกับประกันสังคม ขั้นตอนต่อมาคือเจ้าหน้าที่ประกันสังคมจะติดต่อกลับมายังนายจ้างเพื่อตรวจสอบว่าได้ปิดงานจากเหตุสุดวิสัย Covid-19 จริง ซึ่งนายจ้างหลายรายไม่ต้องการให้มีการตรวจสอบ ขั้นตอนที่ต้องพึ่งพาเอกสารรับรองจากนายจ้างกลายเป็นข้อขัดขวางไม่ให้แรงงานเข้าถึงสิทธิ

“ระเบียบขั้นตอนต่างๆ ในการรับเงินเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิของพวกเขามาก เพราะเมื่อไปยื่นขอใช้สิทธิหยุดงานจากเหตุสุดวิสัยและรับเงินชดเชย 62% ของค่าจ้าง จะต้องได้รับการรับรองจากนายจ้าง แต่เราพบว่านายจ้างหลายรายไม่ต้องการให้ลูกจ้างไปแจ้งขอรับสิทธิ ใครไปแจ้งก็จะหาเรื่องไล่ออกเลย”

ศรีไพร นนทรีย์ กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียงยังกล่าวอีกว่า การกำหนดขั้นตอนให้ผู้ประกันตนต้องร้องเรียนก่อนจึงจะได้รับสิทธิ และการสั่งการแบบระบบราชการจากบนลงล่างทำให้เกิดความสับสนไม่แน่นอน เกิดเป็นปัญหาการทำงานล่าช้าที่สำนักงานประกันสังคมควรเร่งแก้ไขเป็นอันดับต้นๆ เพราะทำให้ผู้ประกันตนไม่ได้รับสิทธิ ได้รับสิทธิยากลำบาก หรือได้รับสิทธิช้ามากจากขั้นตอนการร้องเรียนที่กินเวลานานนับปี

“อย่างกรณีมีสถานประกอบการให้คนงานมาทำงานวันเว้นวัน อย่างนี้จะเข้าข่ายว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัยของประกันสังคมไหม เพราะดูไม่เข้าข่ายมาตรา 75 หรือที่ออกประกาศลดการส่งเงินสมทบฝั่งลูกจ้างจาก 5% เหลือ 1% ก็ยังพบว่ามีบางแห่งลูกจ้างยังคงต้องจ่ายสมทบในอัตราเดิม 5% อู่ดี เมื่อสอบถามก็ได้รับคำตอบว่าเป็นคำสั่งผู้ใหญ่ สุดท้ายเหมือนว่าแรงงานจะเข้าถึงสิทธิ แต่ก็เข้าไม่ถึงอย่างที่เราต้องการ”


  • เอาเปรียบลูกจ้าง ให้ท้ายนายจ้าง

ธนพร วิจันทร์ มองว่า รัฐบาลพยายามแบ่งความช่วยเหลือออกเป็นส่วนๆ และเลือกกองทุนประกันการว่างงานของสำนักงานประกันสังคมเป็นการเยียวยาแรงงานในระบบ แต่เธอมองว่าการเยียวยาด้วยเงินที่ตัวเองเป็นผู้จ่ายสมทบยิ่งทำให้ลูกจ้างได้รับความลำบาก เพราะแทนที่จะได้รับเงิน 75% ของเงินเดือนเดิมจากนายจ้างตามมาตรา 75 พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน กลับได้เพียง 62% จากสำนักงานประกันสังคม

“เราเป็นคนส่งเงินสมทบ เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 แต่เมื่อรัฐบาลประกาศให้ Covid-19 เป็นเหตุสุดวิสัย วันนี้นายจ้างหลายแห่งพยายามผลักภาระการจ่ายตามมาตรา 75 ให้ลูกจ้างมาใช้เงินกองทุนประกันการว่างงานของประกันสังคมแทน ทั้งที่กองทุนว่างงานตั้งขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ของมันอยู่แล้ว คือ ลาออกหรือถูกเลิกจ้างตามเงื่อนไขเดิม” ธนพรกล่าว

ศรีไพร นนทรีย์ กล่าวว่า คนงานย่านรังสิตมีทั้งชาวไทยที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และแรงงานข้ามชาติ ก่อนที่จะมีโรคระบาด Covid-19 คนงานทั้งสองกลุ่มก็เดือดร้อนจากพิษเศรษฐกิจมาก่อนแล้ว และเมื่อมีโรคระบาดก็ถูกซ้ำเติมด้วยความเดือดร้อนระลอกใหม่อีกที โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติที่มักทำงานตามไซต์ก่อสร้างในย่านรังสิต บางรายไม่ใช่แรงงานถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้แม้แต่ในเวลาปกติคนกลุ่มนี้ก็แทบเข้าไม่ถึงสิทธิแรงงานพื้นฐานอยู่แล้ว ในเวลาที่มีโรคระบาดก็ยิ่งทำให้แรงงานข้ามชาติห่างไกลจากการคุ้มครองจากรัฐ ส่วนคนงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ก็รู้สึกไม่พอใจที่ตนไม่ได้รับสิทธิเยียวยาจากรัฐในโครงการเราไม่ทิ้งกันเหมือนผู้ประกันตนมาตรา 39 และ 40 ทั้งที่มีภาระค่าใช้จ่ายไม่ต่างกัน

ศรีไพรยังมองว่าการเยียวยาครั้งนี้รัฐพยายามปัดความรับผิดชอบให้ผู้ประกันตนไปใช้เงินของตนเอง แทนที่จะใช้งบประมาณแผ่นดินที่มีอยู่มากมาย เช่น เงินกู้ หรือภาษี แต่กลับโยนภาระไปให้คณะกรรมการประกันสังคมตัดสินใจว่าจะรับผิดชอบเยียวยาผู้ประกันตนอย่างไร สุดท้ายคณะกรรมการฯ จึงถูกวิจารณ์ที่โหวตไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจาก 62% เป็น 75%

“ไม่ใช่เราไม่เห็นด้วยกับคนที่กำลังจะอดตาย แต่เราควรมาพูดกันไหมว่าเงินที่จะนำมาเยียวยาควรมาจากส่วนไหนบ้าง จะมีแต่เงินจากกองทุนประกันสังคมอย่างเดียวเท่านั้นหรือ เราจะไปเอาเงินก้อนนี้มาจนระบบมันล่มเลย อนาคตไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะกินอยู่กันอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพูดถึง”

น่าสังเกตว่าลูกจ้างที่ส่งสบทบไม่ถึงเกณฑ์เวลาที่กำหนดด้วยเหตุสุดวิสัยใดๆ ก็จะไม่ได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติจากประกันสังคม


  • ‘กฎกระทรวงแรงงานฯ' เป็นต้นเหตุให้นายจ้างฉวยโอกาสจากลูกจ้าง

เซีย จำปาทองไม่เห็นด้วยกับสำนักงานประกันสังคมที่ออกมาตรการเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ว่างงานจากเหตุสุดวิสัย Covid-19 ให้รับเงินสิทธิประโยชน์ 62% ของค่าจ้างรายวัน เพราะมองว่าสุดท้ายแล้วผู้ประกันตนจะเสียประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีกรณีนายจ้างบางรายฉวยโอกาสเกลี้ยกล่อมให้ลูกจ้างทำงานต่อโดยเซ็นยินยอมรับเงินเพียง 50% ของค่าจ้างรายวันในวันที่มาทำงาน ทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิประกันสังคมเพราะยังมีงานทำอยู่ แต่ก็เป็นการมีงานทำที่ได้ค่าแรงไม่เป็นไปตามกฎหมาย


“ความเดือดร้อนของคนงานรอไม่ได้ รอไม่ได้แม้แต่วันเดียว เพราะต้องใช้จ่ายทุกวัน” เซียกล่าว “ผมรู้สึกแปลกใจที่มีประกาศฉบับนี้ ก็ได้แต่พูดคุยกันในกลุ่มสมาพันธ์สิ่งทอ เราคิดว่านี่คือการอุ้มนายจ้างโดยการผลักภาระให้ลูกจ้างไปใช้เงินตัวเองในระบบประกันสังคม แบบนี้ไม่เป็นธรรม”

มงคล ยางงาม บอกว่า การประกาศกฎกระทรวงแรงงานว่าด้วยการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด เพราะเป็นการเปิดช่องให้นายจ้างฉกฉวยโอกาสจากเงินกองทุนประกันสังคมซึ่งเป็นเงินที่ลูกจ้างจ่ายสมทบได้โดยง่าย ทั้งที่นายจ้างมีกำไรสะสมมานาน

“แม้จะมีส่วนหนึ่งบอกว่าเงินประกันสังคมคือเงินของนายจ้าง เพราะเขาส่งสมทบไง เขาก็มีสิทธิใช้สิ แต่พวกเราก็มักบอกว่าเงินประกันสังคมก็คือเงินของลูกจ้าง 100% เพราะกำไรที่นายจ้างได้มาเป็นเงินสมทบฝั่งนายจ้างหรือภาษีที่รัฐใช้เป็นเงินจ่ายสมทบฝั่งรัฐก็มาจากเงินของลูกจ้างนั่นแหละ แต่สุดท้ายไม่มีใครมาเยียวยาเราเลย นายจ้างก็ลอยตัว รัฐก็กำหนดข้อจำกัดมากมายในการช่วยเหลือผู้ประกันตนมาตรา 33 ซ้ำยังช่วยเหลือล่าช้า”

มงคลชี้ว่า สิทธิประโยชน์กรณีว่างงานที่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ได้รับไม่ใช่สิทธิประโยชน์อย่างแท้จริง แต่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเมื่อปิดงานตามมาตรา 75 และเป็นการผลักภาระให้ลูกจ้างตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียนด้วยตนเอง หรือการให้นายจ้างออกหนังสือรับรองการเลิกจ้าง ซึ่งเป็นความยุ่งยากโดยไม่จำเป็นและอาจทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิจากการรอเอกสารนายจ้าง นายจ้างส่งเอกสารเท็จ หรือนายจ้างไม่ยอมนำเงินส่งสมทบประกันสังคมจนลูกจ้างเสียสิทธิ เขาย้ำว่าการได้รับเงินล่าช้านับเป็นความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง

มงคลเล่าว่า นายจ้างรายหนึ่งในจังหวัดอยุธยาแจ้งว่าลูกจ้างลาออกเอง ทั้งที่ลูกจ้างมีหนังสือเลิกจ้างจากนายจ้างเป็นหลักฐานโต้แย้ง พบว่าสำนักงานประกันสังคมกลับเชื่อถือนายจ้างมากกว่า นอกจากนี้ยังพบว่านายจ้างบางรายบังคับให้ลูกจ้างลาออก หรือเอาสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานมาต่อรองให้ลูกจ้างยินยอมลาออกเพื่อจะเลี่ยงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง เช่น อาสาจะดำเนินการรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากประกันสังคมให้

มงคลสังเกตว่า ที่ผ่านมาประกันสังคมไม่เคยเอาผิดนายจ้างอย่างจริงจัง หรือไม่เปิดเผยว่ามีการลงโทษนายจ้างไปอย่างไรแล้วบ้าง ทำให้ผู้ประกันตนขาดความเชื่อมั่น

----------------------------------------------------


จะเยียวยาผู้ประกันตนอย่างไร ประกันสังคมรูปแบบไหนที่เราต้องการ


รมต. ว่าการกระทรวงแรงงาน หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล ได้ออกกฎกระทรวงเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 กำหนดให้ “ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย และลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ไม่ได้ทำงานหรือนายจ้างไม่ให้ทำงานเนื่องจากต้องกักตัวหรือเฝ้าระวังการระบาดของโรคให้ลูกจ้างดังกล่าวเนื่องจากต้องกักตัวหรือเฝ้าระวังการระบาดของโรคให้ลูกจ้างดังกล่าวซึ่งไม่ได้รับค่าจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงาน หรือนายจ้างไม่ให้ทำงานแต่ไม่เกิน 90 วัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 หรือตามที่ระยะเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี”

หลังจากมีการประกาศกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว และมีการหยั่งเสียงว่า รมต.แรงงานจะเสนอให้เพิ่มเงินประกันสังคมจาก 62 เป็น 75% ก็เกิดเป็นข้อถกเถียงในหมู่พี่น้องแรงงาน เช่น อรุณี ศรีโต บอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างไม่เห็นด้วยเนื่องจากเกรงว่าต่อไปนายจ้างจะโอนภาระทั้งหมดมาให้ประกันสังคม ในอนาคตหากผู้ประกันตนทั้ง 15 ล้านคนที่จ่ายเงินกองทุนประกันการว่างงานต้องตกงานก็ควรมีโอกาสได้ใช้เงินที่จ่ายสมทบทุกเดือน อรุณีกังวลกลัวว่าเงินกองนี้จะหมดไปก่อนในที่สุด

มนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงงานแห่งประเทศไทยเห็นตรงกับอรุณีว่าควรจ่ายสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนเพิ่มเป็น 75% แต่รัฐต้องนำเงินภาษีมาใช้แทน ในขณะที่หลายฝ่ายเห็นว่าควรนำเงินประกันสังคมออกมาใช้ได้เลย เมื่อมีกระแสขัดแย้งเช่นนี้ทำให้ รมต. กระทรวงแรงงานชะลอข้อเสนอปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 เป็น 75%

ทั้งนี้ สถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรมยังเห็นว่าถึงแม้จะไม่มีการผลักดันข้อเสนอนี้เข้าที่ประชุม ครม. อีก แต่ก็เป็นประเด็นที่ควรค่าแก่การขบคิดว่าผู้ประกันตนและองค์กรด้านแรงงานมีความเห็นอย่างไรต่อการเยียวยาผู้ประกันตน เพื่อเสนอทางออกร่วมกันต่อไป


จะเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 33 อย่างไร: ด้วยเงินของใครและจ่ายเท่าไหร่


ทางเลือกที่ 1: เงินต้องมาจากประกันสังคม

ศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา ที่ปรึกษาจัดตั้งแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา และผู้ประกันตนมาตรา 33 เสนอว่าเงินเยียวยาควรมาจากนายจ้างตามมาตรา 75 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน เพราะไม่เชื่อว่านายจ้างรายใหญ่จะไม่มีเงินพอจ่าย และเสนอให้รัฐบาลออกเป็นกฎกระทรวงบังคับใช้มาตรา 75 ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ควบคู่ไปกับการคงสิทธิประกันสังคมตามเดิมโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนเงิน และนำเงินกองทุนชราภาพมาใช้ก่อนในยามฉุกเฉิน

“เงินชราภาพคือเงินของผู้ประกันตนออมไว้ตอนแก่ ผู้ประกันตนควรจะมีสิทธิถอนเงินสะสมออกมาใช้ในยามวิกฤตินี้ ไม่ต้องนำเงินของใครมาให้เรา” ศุกาญจน์ตาว่า

“ดิฉันมองว่าลูกจ้างในฐานะที่เป็นคนทำงานมีกฎหมายคุ้มครองคุณ ทั้ง พ.ร.บ.แรงงาน และประกันสังคม ไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ควรจะได้รับสิทธิทั้งสองอย่าง ประกาศกฎกระทรวงออกมาว่าสถานการณ์โรคระบาดเป็นสถานการณ์ที่สุดวิสัย นายจ้างต้องจ่าย 75% ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ส่วนสิทธิประกันสังคมก็คงไว้ตามเดิม ไม่ต้องเพิ่มเลย ตกงานก็ใช้ประกันการว่างงานจ่าย 30% 50% ก็ในเมื่อเราได้มาตรา 75 มาส่วนหนึ่ง ประกันสังคมก็จ่ายตามเงื่อนไขที่มีอยู่ ดิฉันมองว่ามันเพียงพอเเล้ว ไม่เห็นต้องมาหาเรื่องกับประกันสังคมว่าต้องจ่ายเท่านั้น เท่านี้” ศุกาญจน์ตาเสนอ

ทางเลือกที่ 2: เงินต้องมาจากนายจ้าง

ธนพร วิจันทร์ กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี เสนอว่าต่อไปนี้ให้จัดตั้ง ‘กองทุนประกันความเสี่ยง’ ขึ้นมาใหม่ โดยแบ่งผลกำไรของนายจ้างส่วนหนึ่งเข้ามาเก็บไว้เป็นประกันแก่พนักงานในกรณีได้รับผลกระทบ เช่น น้ำท่วม หรือเกิดโรคระบาด ซึ่งจะได้มาพูดคุยรายละเอียดกันในโอกาสต่อไป

เซีย จำปาทอง สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย ชวนให้มองย้อนไปถึงการรัฐประการ และรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้ระบบการเมืองรัฐสภาอ่อนแอ เป็นเหตุให้ได้ รมต.แรงงานที่ไม่เข้าใจปัญหาแรงงาน ทำให้ รมต.แรงงานใส่ใจความเป็นอยู่ของกลุ่มทุนมากกว่าเสียงของแรงงาน

เซียไม่ได้เสนอตรงๆ ให้นายจ้างรับผิดชอบแรงงานในช่วง Covid-19 ระบาด เพียงแต่ถามกลับไปว่าที่ผ่านมานายจ้างรับผิดชอบอะไรลูกจ้างบ้าง นอกเหนือไปจากการผลักภาระให้ลูกจ้างรอรับสิทธิประกันสังคมซึ่งมีความล่าช้านับแสนคน

ศรีไพร นนทรีย์ กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียงเห็นใกล้เคียงกับเซีย เธอมองว่าการประกาศกฎกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าวเป็นการ ‘ชี้โพรงให้กระรอก’ ให้นายจ้างไม่ตต้องรับผิดใดๆ ทั้งที่ก่อนเกิดวิกฤติ Covid-19 หลายสถานประกอบการณ์ได้กำไรมหาศาล

“เวลานี้ถ้าเรารักษาประกันสังคมไว้ไม่ได้ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องรัฐสวัสดิการ เราต้องค่อยๆ คิดไม่ใช่รัฐบาลออกมาพูดแบบนี้แล้วต้องรีบกระโจนเข้าหาตอบรับในทันที” ศรีไพรกล่าว


ทางเลือกที่ 3: เงินต้องมาจากรัฐ

ธนพร วิจันทร์ กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี เสนอว่าอีกทางเลือกหนึ่ง คือ หากรัฐส่งเสริมให้นายจ้างจ่ายชดเชยตามมาตรา 75 ให้ลูกจ้าง 75% ของรายได้เดิมแล้ว รัฐก็ควรหาทางเพิ่มเงินให้ลูกจ้างมีรายได้ 100% ตามเดิม โดยหากจะกู้มาเยียวยาประชาชนก็ควรเยียวยาทุกๆ คนเท่าเทียมกัน ไม่ต้องรอขั้นตอนพิสูจน์สิทธิ ส่วนกองทุนประกันสังคมก็ให้เป็นไปตามกลไกของกองทุนประกันสังคมแต่เดิม และควรให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ตั้งแต่การจ่ายสมทบครั้งแรก

มงคล ยางงาม กลุ่มแรงงานเพื่อสังคม เห็นด้วยกับการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตน แต่ต้องไม่ลืมว่าสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มมานั้นต้องมาจาก ‘ลูกหนี้ของประกันสังคม’ คือรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลจะใช้เงินที่กู้มาเยียวยาเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้

“ผมมองว่าให้รัฐบาลให้ทยอยใช้หนี้ประกันสังคมคืน รัฐบาลก็เอาเงินมาเติมให้ครบ 75% จากเดิมที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับเงินสิทธิประโยชน์ประกันสังคมเพียง 62%” มงคลกล่าว และเสนอให้นายทุนใหญ่ร่วมช่วยเหลือผ่านโครงการ CSR เพื่อสังคม



สรุปข้อเสนอจากงานเสวนาต่อสำนักงานประกันสังคม
- ลูกจ้างต้องได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมทันทีที่ขึ้นทะเบียน
- คนทำงานทุกอาชีพต้องอยู่ในระบบประกันสังคม
- แรงงานข้ามชาติควรมีสิทธิเบิกเงินบำเหน็จชราภาพออกมาใช้ก่อนได้ ไม่ต้องรอให้อายุครบ 55 ปีตามเกณฑ์ เพราะในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติส่วนมากมาทำงานเป็นระยะเวลาสั้นๆ 
ส่งเสริมการรวมกลุ่มของแรงงาน เผยแพร่สิทธิและข้อมูลข่าวสารให้แรงงานได้รับทราบ โดยภาครัฐต้องเข้ามาให้ความรู้เพื่อให้แรงงานได้พัฒนาตัวเองโดยไม่เลือกปฏิบัติ
- ตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง/ กองทุนประกันการว่างงานจากเหตุสุดวิสัย โดยให้นายจ้างสำรองจ่ายแต่เพียงผู้เดียว
- เมื่อใช้สิทธิประกันสังคม 62% จนครบแล้วให้ถือว่าพ้นเหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างเยียวยาต่อตามมาตรา 75... คุ้มครองแรงงาน หรือให้ใช้มาตรา 75 แทนในกรณีนายจ้างหยุดงานชั่วคราวโดยไม่ใช่เหตุสุดวิสัย และขอให้รัฐจ่ายสมทบอีก 25% เพื่อให้ลูกจ้างมีรายได้ครบ 100% ตามเดิม
- ให้ประกันสังคมออกคำสั่งเรื่องประโยชน์ทดแทนโดยเร็ว และให้ดำเนินคดีกับนายจ้างที่ไม่นำส่งเงินสมทบและแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือแจ้งการสิ้นสุดเป็นผู้ประกันตนให้ดำเนินคดี และให้เปิดข้อมูลการดำเนินคดีต่อสาธารณะ
- ยกเลิกกฎกระทรวงที่ได้รับผลประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากเหตุการณ์ระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องโรคติดต่อ พ.. 2563 หากนายจ้างให้ลูกจ้างหยุดงานหรือถูกทางราชการสั่งปิดงานด้วยเหตุแห่งโรคระบาด ให้นายจ้างและรัฐร่วมจ่ายร้อยเปอร์เซ็นต์ให้กับลูกจ้าง 
- ให้คนงานมีส่วนร่วมในการออกแบบแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและระบบประกันสังคมที่ต้องการ การทำเช่นนั้นได้สำนักงานประกันสังคมต้องเปิดเผยข้อมูลออกมาให้ประชาชนรับทราบ เช่น เงินคงเหลือ เงินที่ถูกใช้ไป รวมทั้งปรับโครงสร้างองค์กรให้สำนักงานประกันสังคมกลายเป็นองค์กรอิสระ ไม่อยู่ภายใต้รัฐบาลหรือพรรคการเมือง
- ให้เยียวยาแรงงานประกันสังคมทุกมาตราอย่างเท่าเทียมกัน
- เชื่อมโยงความเข้าใจเรื่องการเมืองเข้ากับปัญหาความเป็นอยู่ของแรงงาน และพัฒนาประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่มีรัฐสวัสดิการ






แปลจากแถลงการณ์ Reflecting from the Feminist Confluence in the Context of Covid-19 Feminist Economy in a world in transformation โดย World Social Forum on Transformative Economies

source: activehistory.ca

ในระหว่างช่วงเวลาที่ไม่ปรกติของการจำกัดพื้นที่เพื่อพยายามหยุดยั้งการแพร่กระจายของโควิด-19 นั้น สังคมของพวกเรายังคงเผชิญหน้ากับความท้าทายในชีวิตประจำวันเพื่อดูแลรักษาชีวิตให้ดำเนินต่อไปท่ามกลางความไม่แน่นอน ในคราวเดียวกันนั้น พวกเรายังต้องจดจ่อกับอนาคตข้างหน้า กับโลกซึ่งไม่ใช่โลกใบเก่าและกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก

ผู้หญิงยังคงเป็นแนวหน้าของการตอบสนองต่อสถานการณ์ พวกเธอระดมกำลังคน ความรู้ และข้อเสนอที่มีศูนย์กลางอยู่ที่การดูแล (care) ขณะที่อีกทางหนึ่ง พวกเธอก็ต้องเผชิญกับความไม่เท่าเทียมและความอยุติธรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเลวร้ายยิ่งขึ้นจากสถานการณ์ปัจจุบัน โลกได้ยอมรับว่าจะไม่มีชีวิตหรือเศรษฐกิจหากปราศจากการดูแล และโลกยอมรับเช่นเดียวกันว่าทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ได้นำเรามาสู่วิกฤตการณ์ครั้งนี้


ในท่ามกลางความท้าทายและทางเลือกที่เชื่อมโยงและขัดแย้งกันในทีอย่างลึกซึ้งนี้ เราจำเป็นต้องตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเคลื่อนไปข้างหน้าสู่เศรษฐกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืนของชีวิตดังนี้:

ใน “ชีวิตก่อนโควิด-19” เราประณามภาระที่หนักเกินไปของผู้หญิง วัฒนธรรมชายแกร่ง (macho culture) และความรุนแรงเชิงเพศสภาพ (gender violence) ซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะของระบบ ที่ทุกวันนี้เข้าขั้นสาหัสมากยิ่งขึ้น การจำกัดผู้คนให้อยู่แต่ในบ้านตัวเองทำให้เกิดการกระจุกตัวของคนที่ทำกิจกรรมทั้งแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ในพื้นที่ที่มักขาดความมั่นคงในการทำงาน นอกเหนือไปจากภาระอื่นๆ ในชีวิตประจำวันแล้ว งานด้านการดูแลในแต่ละวันถูกผนวกรวมเข้ากับการเรียนการสอนแบบเสมือนจริงและ “งานที่ทำผ่านระบบสื่อสารจากที่บ้าน (telework)” วิถีชีวิตใหม่นี้ ซึ่งจะดำเนินต่อไปในช่วง "ระยะห่างทางสังคม" นอกจากจะไม่เอื้อให้เกิดการอภิวัฒน์ไปสู่ระบบการดูแลที่แท้จริงแล้ว ยังนำซึ่งการถดถอยลงของรูปแบบการจัดการการดูแลที่มีอยู่ ซึ่งยังคงต่ำกว่ามาตรฐาน ในแง่ของการผนวกไว้ด้วยกันของทรัพยากร เวลาและสถานที่ เครือข่ายสังคมและครอบครัว ผู้ให้บริการและโรงเรียนซึ่งในบางกรณีนั้นรวมถึงโครงการอาหารสำหรับนักเรียน


นอกจากนี้ การมุ่งเน้นตัวแม่แบบทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่วางอยู่บนรูปแบบครอบครัวเดี่ยว (nuclear family) ซึ่งตั้งอยู่บนสมมุติฐานของมุมมองผู้ชายเป็นศูนย์กลาง (androcentrism) และระบบชายเป็นใหญ่ (patriarchy) นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความรุนแรงตามเพศสภาพ ดังที่ปรากฏในรายงานจำนวนมากจากประเทศต่างๆ


ในขณะที่การดูแลมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อชีวิตและเศรษฐกิจ แต่ก็มีการถดถอยของเงื่อนไขของงานด้านการดูแล การเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นที่จะต้องเชื่อมโยงกับการนำแบบจำลองเศรษฐกิจใหม่มาใช้


source: https://pollytrenow.com/wp-content/uploads/2014/08/care-work.jpg

ในภาคสาธารณสุข กำลังแรงงานส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิง (หรือมีความเป็นหญิง) ดังนั้นจึงมีความไม่มั่นคงสูงเมื่อพิจารณาถึงกว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมาของแผนการปฏิรูปแนวเสรีนิยมใหม่และระบอบการค้าแบบไล่ล่าทรัพยากร ผู้หญิงยังคงทำงานที่ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ เนื่องจากพวกเขาต้องเกี่ยวข้องกับผู้ที่ติดเชื้อ COVID-19 ในการทำงานที่ยาวนาน ด้วยอุปกรณ์ป้องกันที่มีน้อยมาก พวกเธอเผชิญความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการเสียชีวิต การจัดให้มีระบบการประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น และเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการจัดการกับสภาพการทำงานที่ไม่เท่าเทียมของผู้หญิงที่ทำงานด้านสุขภาพและสาธารณสุข ในทำนองเดียวกัน เป็นเรื่องจำเป็นที่จะกำหนดบทบาทของอุตสาหกรรมยาเสียใหม่ พวกเขายังคงวางกำไรอยู่เหนือชีวิตของคนท่ามกลางวิกฤตินี้


ในขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและบริษัท ผลิตอาหารขนาดใหญ่ยังคงสร้างผลกำไรจากการจัดหาสินค้าให้กับภาคส่วนที่สามารถซื้อได้ เศรษฐกิจของเกษตรกร ฐานชุมชนและเศรษฐกิจสมานฉันท์ (social and solidarity economy) กลับได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามผ่านรูปแบบต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีอาหารพื้นฐานสำหรับทุกคน สิ่งนี้เองแสดงให้เห็นถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของการพัฒนาขีดความสามารถในระดับท้องถิ่นของการตอบสนองบนฐานของเครือข่ายสังคม ที่ตอบสนองด้วยตรรกะของความสมานฉันท์และการเติมเต็ม และซึ่งตอนนี้กำลังถูกปรับรูปแบบให้เข้ากับข้อ จำกัดของการกักกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัส กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศักยภาพของประสบการณ์ ที่ได้รับการส่งเสริมโดยผู้หญิงในแง่ของความเอาใจใส่ต่อความต้องการขั้นพื้นฐานของการผลิตซ้ำกำลังแรงงาน (reproduction) และการดูแลปรากฏเด่นชัดมากขึ้น


แม้ว่าการระบาดใหญ่จะเปิดให้เห็นความไม่เท่าเทียมในสภาพที่เปลือยเปล่า แต่มันก็กลายเป็นข้ออ้างสำหรับการขยายรูปแบบการควบคุมต่างๆในเชิงเผด็จการทางสังคมและภาครัฐ ความเปราะบางทางเศรษฐกิจนำไปสู่การลดลงหรือหยุดชะงักอย่างฉับพลันของรายได้ รวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการติดเชื้อ และโอกาสที่ลดลงที่จะได้รับการดูแลเอาใจใส่ของกลุ่มแรงงานที่ไม่มั่นคง แรงงานข้ามชาติหญิง ผู้ลี้ภัย ผู้หญิงในเรือนจำ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ได้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการเหยียดทางชนชั้น เชื้อชาติและเกลียดกลัวชาวต่างชาติอย่างสุดโต่ง ที่แพร่กระจายในทุกภาคส่วนของสังคม พร้อมกับภาพของชีวิตคนกลุ่มนี้ที่ถูกนำเสนอราวกับว่าสามารถโยนทิ้งตามต้องการ แทนที่จะส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เน้นความสมานฉันท์ การควบคุมสอดส่องจากรัฐกลับกำลังได้รับการส่งเสริม


เมื่อเปรียบเทียบกับหลายเดือนก่อนหน้า ช่วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยวนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของพลวัตทางสังคมในการต่อต้านลัทธิเสรีนิยมใหม่ ในระหว่างที่การกักกันผู้คนถูกบังคับใช้ มีมาตรการใหม่ที่จะควบคุมความต้องการที่เร่งด่วนที่สุดสำหรับการจัดหาอาหารและด้านสุขภาพ ดังที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาวิกฤติในอดีต ผู้หญิงได้ค้นพบรูปแบบทางเลือกของการแสดงออก การติดต่อสื่อสารและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตัวอย่างบางประการก็เช่น การสนับสนุนการซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากผู้ผลิตสตรี การซื้อสบู่และหน้ากากที่ผลิตโดยโครงการด้านเศรษฐกิจสมานฉันท์ และการกระจายของใช้จำเป็นไปยังภาคส่วนที่เปราะบางที่สุด


บนรอบต่อของความเป็นและความตายที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 พวกเรามองเห็นจิตสำนึกที่ขยายตัวขึ้นสำหรับความจำเป็นที่จะมีวาระการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนของชีวิต ไม่ใช่เศรษฐกิจที่แลกมาด้วยชีวิต


ถึงกระนั้นก็ตาม ยังคงมีแรงขับเคลื่อนที่ทำงานอย่างดึงดันเพื่อผลักดันการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะและสังคมไปรักษา “ตลาด”และธุรกิจ พวกเขายังคงเดินซ้ำรอยเก่าของแนวปฏิบัติที่ผ่านมาของการสร้างหนี้ ซึ่งได้สร้างแรงกดดันมากขึ้นกับเศรษฐกิจของชาติและครอบครัวที่เป็นหนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เรายังเห็นการตอบสนองแบบอื่นๆ ซึ่งรวมถึงมาตรการคุ้มครองทางสังคม การเพิ่มการเข้าถึงด้านสุขภาพและการดูแลการรักษา การประกันรายได้ขั้นพื้นฐาน การให้เงินช่วยเหลือหรือการลาที่ได้รับค่าแรงของคนงาน การสนับสนุนคนงานภาคสุขภาพและการดูแล เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการสำคัญที่บังคับใช้ แต่ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเพียงพอในการรับมือกับปัญหาพื้นฐานที่มีอยู่เดิมของระบบ

ท่ามกลางกลุ่มทางสังคมแบะเศรษฐกิจที่มุ่งมั่นที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับชีวิต มีกลุ่มที่กำลังเติบโตที่กล่าวว่าเราต้องเปลี่ยนลำดับความสำคัญของเรา เน้นการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของการจัดการการผลิต การแลกเปลี่ยนและการบริโภค การระบาดของไวรัสได้เผยให้เห็นความล้มเหลวของระบบทุนนิยมและความจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงระบบอย่างถึงรากในหลายทาง เช่น ปฏิรูปโครงสร้างระบบการเงิน รวมทั้งข้อเสนอเช่น ความยุติธรรมทางภาษี การค้าที่เป็นธรรม สกุลเงินทางเลือก เศรษฐกิจฐานชุมชน และเศรษฐกิจแบบสังคมและสมานฉันท์ นิเวศเกษตรกรรม อธิปไตยอาหาร ฯลฯ


ท่ามกลางความเร่งด่วนที่เราเผชิญ เพื่อสนองความต้องการขั้นพื้นฐานด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา การสุขาภิบาลและรายได้พื้นฐานสำหรับทุกคน มีฉันทามติทางสังคมว่าจำเป็นที่จะต้องเก็บภาษีจากผู้ที่มีรายได้มหาศาล ในขณะเดียวกัน จะต้องเดินหน้าไปสู่รูปแบบทางเลือกของการฟื้นเศรษฐกิจ ที่รวมถึงการนิยามงานใหม่ (เป็นงาน) ในรูปแบบที่จำเป็นทางสังคมและปรับเปลี่ยนงานที่เป็นอันตรายและเกี่ยวข้องกับสารพิษที่ทำลายสิ่งมีชีวิตให้กลายเป็นรูปแบบการผลิตหรืองานใหม่ในมุมมองของสตรีนิยมเชิงนิเวศ (ecofeminist perspective)


เรายังคงต่อต้านร่วมกัน เราจะไม่ออกจากพื้นที่สาธารณะ และพวกเรามีจำนวนมากขึ้น เราอดทนในการทักทอโฉมหน้าของเศรษฐกิจใหม่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติทั้งหมด

(ดูรายชื่อองค์กรที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนแถลงการณ์นี้ได้ที่ https://transformadora.org/en/reflection-feminist-confluence-context-covid19-feminist-economy-world-transformation)

นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา โรคระบาด Covid-19 ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบให้มีผู้ป่วยในประเทศสหรัฐเสียชีวิตรวมแล้วกว่า 75,000 ราย แต่ยังทำให้ผู้ที่ยังเหลือรอดใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเช่นกัน เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา มีรายงานว่าแรงงานชาวสหรัฐมากกว่า 26 ล้านคนเตรียมเข้าแถวลงทะเบียนขอรับสวัสดิการรัฐจากเหตุตกงาน



Covid-19 ไม่ได้ทำหน้าที่คัดสรรผู้อยู่รอดอย่างเท่าเทียม ทั้งในแง่ผู้รอดชีวิตและผู้รอดพ้นจากระลอกคลื่นเศรษฐกิจ ในบางแห่ง เช่น เมืองมิลวอกี (Milwaukee) ในรัฐวิสคอนซิน ผู้เสียชีวิตจากโรคถึง 3 ใน 4 เป็นคนเชื้อชาติแอฟริกัน-อเมริกัน และในขณะที่แรงงานชายมักมีอัตราตกงานสูงกว่าแรงงานหญิงในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งที่ผ่านๆ มา เพราะในอดีตโรงงานอุตสาหกรรมมักจ้างแรงงานชายมากกว่าหญิง มาครั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์กลับชี้ว่ามีแรงงานหญิงตกงานในอัตราที่มากกว่า นั่นเป็นเพราะในปัจจุบันแรงงานชายมักทำงานในตำแหน่งที่สามารถทำงานจากบ้าน (work from home) ได้ ในขณะที่ผู้หญิงจำนวนมากทำงานในร้านอาหารหรือธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งเป็นธุรกิจแรกๆ ที่ถูกปิดกิจการชั่วคราวในช่วงที่มีการระบาด ยังไม่นับว่าในสภาวะปกติแรงงานหญิงในสหรัฐก็เผชิญปัญหาค่าแรงต่ำกว่าแรงงานชายอยู่แล้ว





หลังจากที่แอนดรูว์ คัวโม (Andrew Cuomo) ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ศูนย์กลางการระบาดในสหรัฐเรียก Covid-19 ว่าเป็น ‘ตัวช่วยสร้างความเท่าเทียมแก่โลก’ (The Great Equalizer) คารา จาโบลา-คาโรลัส (Khara Jabola-Carolus) ผู้อำนวยการบริการคณะกรรมาธิการสถานะสตรีแห่งรัฐฮาวาย (Commission on the Status of Women) ก็นำข้อมูลออกมาคัดง้างเพื่อแสดงท่าทีว่าเธอไม่เห็นด้วยกับคำนิยามของเขา



“ยอดผู้เสียชีวิตชี้ชัดว่าโรคนี้ไม่ได้สร้างความเท่าเทียมใดๆ เห็นได้ว่าการระบาดของไวรัสและผลที่ตามมาหลังจากนั้นกระทบคนกลุ่มหนึ่งรุนแรงกว่าอีกกลุ่ม ประการแรก ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อจะมีสุขภาพที่ดีในอเมริกานั้นแพงกว่าที่คนผิวสี ชนพื้นเมือง หรือแรงงานข้ามชาติจะเอื้อมถึง”


ฮาวายเป็นรัฐที่มีปัญหาทุกอย่างที่กล่าวมา ประชากรในรัฐฮาวายมีลักษณะหลากหลายและไม่ใช่แบบชาวอเมริกันกระแสหลัก มีทั้งชนพื้นเมืองและแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก มีสัดส่วนผู้สูงอายุอาศัยอยู่มาก เป็นครอบครัวขยายที่อยู่รวมกันหลายรุ่น นอกจากนี้ฮาวายยังเป็นรัฐที่มีค่าครองชีพสูงสุดในสหรัฐ ขนาดที่ลำพังเมื่อไม่มีไวรัสประชากรมากกว่าครึ่งก็ยังแทบเอาตัวไม่รอดจากปัญหาการเงินส่วนตัว และเมื่อมีไวรัส ฮาวายก็ทำสถิติเป็นรัฐที่มีอัตราการว่างงานสูงสุดในประเทศ





มีการคาดการณ์ว่ากลุ่มประชากรที่จะได้รับแรงกระแทกจากโรคระบาด Covid-19 หนักที่สุดคือชาวฮาวายพื้นถิ่น แรงงานข้ามชาติหญิง คนผิวสี และชาวสหพันธรัฐไมโครนีเซีย (Micronesia) อดีตประเทศภายใต้การบริหารของสหรัฐที่ยังคงประสบปัญหาว่าพึ่งพาสหรัฐมากเกินไปแม้จะได้รับเอกราชภายใต้สัญญาความสัมพันธ์เสรี (Compact of Free Association) แล้วก็ตาม คนเหล่านี้มีแนวโน้มใช้ชีวิตอยู่ตามชนบท ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกสุขภาพและได้รับค่าตอบแทนต่ำ ไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพและอาหารที่มีคุณค่าตามหลักโภชนาการ ปัจจัยเหล่านี้เองที่เป็นตัวเร่งอัตราการเสียชีวิตหากมีผู้ติดเชื้อ Covid-19



เมื่อวันที่ 22 เมษายน ฮาวายจึงกลายเป็นรัฐแรกที่ออกมาประกาศนโยบาย ‘แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบเฟมินิสต์’ โดยคำนึงถึงกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น ชนเผ่าพื้นเมือง แรงงานข้ามชาติหญิง ผู้หญิงที่ต้องดูแลผู้ป่วย-ผู้สูงอายุในครอบครัว หญิงสูงอายุ หญิงรักหญิง และกลุ่มนอน-ไบนารี (non-binary) นักโทษหญิง คนไร้บ้านหญิงที่อาศัยที่สาธารณะเป็นบ้านหลับนอน ผู้พิการหญิง และหญิงที่ถูกทารุณกรรมในครอบครัวหรือเหยื่อการค้ามนุษย์ ทั้งหมดนี้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในระดับลึกถึงรากวัฒนธรรม ซึ่งมากกว่าการเปลี่ยนแปลงด้วยนโยบายฟื้นบำรุงเศรษฐกิจแบบเดิมๆ





แผนการนั้นมีชื่อว่า ‘Building Brigdes: Not Walking on Backs’ (สร้างสะพานก้าวไปด้วยกัน มิใช่เหยียบย่ำบนหลังใคร) ความยาวจำนวนเพียง 20 หน้า บนหน้าปกที่มีรูปวาดสื่อถึงผู้หญิงจากหลากหลายกลุ่ม เชื้อชาติ และสีผิวในฮาวายกำลังโอบกอดกันไว้ คาราบอกว่ายังไม่เคยเห็นรัฐอื่นในสหรัฐ หรือประเทศอื่นๆ ที่คิดค้นแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยชูธงให้ผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง แม้แต่ข้อเสนอของฝ่ายซ้ายในสหรัฐเองก็ยังวนเวียนอยู่กับประเด็นเชื้อชาติและชนชั้นมากกว่า


“ผู้คนไม่เข้าใจพื้นฐานแนวคิดชายเป็นใหญ่ และไม่เข้าใจว่าเรื่องเพศเกี่ยวพันกับชนชั้นและเชื้อชาติอย่างไร สุดท้ายฉันจึงหันกลับไปหาองค์กรสตรี กลุ่มคนซึ่งมีพลังเคลื่อนไหวทั้งในและนอกรัฐสภา”


แผนการความยาว 20 หน้าเริ่มต้นจากหลักการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเด็กหญิง ผู้ใหญ่ที่นิยามตนเองเป็นเพศหญิง องค์กรเกี่ยวกับผู้หญิง ไปจนถึงภาคธุรกิจที่จ้างแรงงานหญิงจำนวนมาก และกำชับมิให้รัฐบาลใช้มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังผ่านการเพิ่มภาษีหรือลดค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างที่มักทำกันเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เนื่องจากเห็นว่าสุดท้ายมาตรการทำให้เศรษฐกิจถดถอยมากกว่าเดิม


แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจฉบับเฟมินิสต์เรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของรัฐฮาวาย จากเดิมที่เน้นงบประมาณด้านการทหารและพึ่งพาเม็ดเงินจากธุรกิจท่องเที่ยว เป็นการสนับสนุนการผลิตชุด PPE (อุปกรณ์ทางการแพทย์) อย่างยั่งยืน และมีโครงการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและเชื้อชาติ ผ่านการสร้างเสริมโอกาสให้แรงงานหญิงมี ‘อาชีพสีเขียว’ ในธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานทดแทน การจัดการสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งเดิมเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์เป็นอาชีพที่ถูกครองโดยกลุ่มแรงงานชาย ในทางกลับกัน คาราเห็นว่าควรส่งเสริมให้แรงงานชายเข้าสู่ตลาดอาชีพการดูแลเด็ก ผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุให้มากขึ้นเช่นกัน เพื่อลดภาพจำว่างานบ้านและงานการดูแลเป็นหน้าที่ของผู้หญิงเท่านั้น



นอกจากการสร้างอาชีพ คาราและคณะกรรมาธิการสถานะสตรียังกำหนดให้ขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำ (minimum wage) ที่พอสำหรับเลี้ยงดูแรงงานเพียง 1 คน เป็น ‘ค่าแรงเพื่อชีวิต’ (living wage) ที่พอให้แรงงาน 1 คนสามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวไปพร้อมกันได้ ในอัตรา 24.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง (ประมาณ 800 บาทต่อชั่วโมง) ซึ่งเป็นอัตราที่ทำให้แม่เลี้ยงเดี่ยวสามารถอยู่ได้อย่างไม่ขัดสน นอกจากนี้ยังเสนอให้จ่าย ‘รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ (Universal Basic Income; UBI) แก่สมาชิกครอบครัวที่ต้องทำงานบ้าน ดูแลสมาชิกอื่นๆ ที่ถือว่าเป็นงานอีกประเภทหนึ่งซึ่งผู้หญิงต้องทำโดยไม่ได้รับค่าจ้าง



“สำหรับงานดูแลสมาชิกในครอบครัวบางอย่างที่ไม่เหมาะแก่การจ้างคนนอกมาทำแทน เช่น การเลี้ยงดูบุตรหลาน โครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับสุขภาพทางสังคมก็ควรมีระบบ ‘จ่ายค่าชดเชยลาเลี้ยงลูกขั้นต่ำ 1 ปี’ แก่พ่อแม่ที่ต้องหยุดงานเพื่อทำงานบ้านอย่างไม่รู้จบสิ้น”



คาราสนับสนุนให้แรงงานลาป่วยโดยได้รับค่าจ้าง รวมถึงให้แรงงานที่มีครอบครัวหรือเป็นพ่อ-แม่เลี้ยงเดี่ยวสามารถลาหยุดไปเลี้ยงดูบุตรหลานได้โดยได้รับค่าจ้าง คารายังเกรงว่าผลกระทบจาก Covid-19 อาจทำให้อัตราการตายของมารดาเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการเดินทางที่ยากลำบากขึ้นและโรงพยาบาลกลายเป็นจุดเสี่ยงติดเชื้อ เธอยังชี้ว่าก่อนหน้าที่จะมีโรคระบาด อัตราการตายของมารดาชาวผิวสีมีมากกว่ามารดาผิวขาวถึง 3 เท่าจากอคติทางเชื้อชาติของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล





“ผู้หญิงชนบทและผู้หญิงที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะที่จะคลอดที่บ้านจึงเสี่ยงอันตรายมาก คนเหล่านี้คลอดลูกโดยพึ่งความช่วยเหลือจากหมอตำแยซึ่งมีอยู่ไม่กี่คนทั่วฮาวาย นี่จึงควรเป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องการระบบอนามัยมารดาที่ครอบคลุมเรื่องการผดุงครรภ์” เธอกล่าว


ประชากรอีกกลุ่มที่แผนการปฏิรูปเศรษฐกิจฉบับเฟมินิสต์ให้ความสำคัญคือกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนมากเป็นเพศหญิงและมีฐานะยากจน โดยเฉพาะผู้หญิงรุ่นเก่าที่มักโตมากับการถูกบีบให้ทำงานที่ได้ค่าตอบแทนต่ำ ทำงานบ้านโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือใช้ชีวิตพึ่งพาสามีจนไม่สามารถเก็บเงินสร้างตัวได้ เมื่อชรามาจึงไม่มีหลักประกันเป็นหลังพิงสำหรับเลี้ยงดูตนเอง


ภายในสิบปี คาราชี้ว่าฮาวายจะมีสัดส่วนประชากรสูงอายุถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด และถ้าหากรัฐไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการดูแลประชากรกลุ่มนี้แล้ว คนชราที่ร่ำรวยก็อาจจ้างพนักงานดูแลมาบริการได้ แต่สำหรับคนชราที่มีฐานะไม่ดีนัก หน้าที่การดูแลก็จะตกเป็นของลูกสาว และผลิตวงจรหญิงที่ทำงานบ้าน ดูแลสมาชิกครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าจ้างไปจนตัวเองแก่ชรา วนเวียนซ้ำไปไม่จบสิ้น


ถึงแม้ว่าจะเป็นแผนที่ถูกร่างมาสำหรับเศรษฐกิจเฉพาะรัฐใดรัฐหนึ่ง ไม่ใช่แผนการจากรัฐบาลกลาง แต่คาราและคณะกรรมาธิการสถานะสตรีแห่งรัฐฮาวายไม่ได้สงวนสิทธิ์แผนพัฒนาเศรษฐกิจไว้ตามลำพังเท่านั้น คาราเห็นว่ารัฐอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกาก็สามารถนำ ‘แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจฉบับเฟมินิสต์’ ไปใช้ได้ไม่ยาก เนื่องจากแผนฟื้นฟูฯ ตอบคำถามสำคัญครบทั้ง 4 คำถาม นั่นคือ รัฐนั้นๆ จะหางบประมาณจากไหนมาแก้ปัญหา จะกระตุ้นการจ้างงานได้อย่างไร ควรทุ่มงบประมาณให้กับกิจกรรมใดบ้าง และคำถามสำคัญที่ว่า เศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมั่นคงมากขึ้นที่แต่ละรัฐต่างฝันถึงควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร


“สร้างกองทัพชาวเฟมินิสต์ของคุณเอง แล้วมองไปให้ไกลกว่าความคิดเห็นจากปากผู้แทนหรือผู้มีอำนาจเขียนกฎหมาย สร้างการมีส่วนร่วมของผู้หญิงธรรมดาที่มีประสบการณ์ตรงและเข้าใจความยากลำบากของผู้หญิงอีกมากที่เผชิญชีวิตอยู่บนความเสี่ยง มองหานักเศรษฐศาสตร์หญิงและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีแนวคิดวิพากษ์เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism)”


“ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด มองภาพใหญ่ให้ออก และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ”



อ่านแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจฉบับเฟมินิสต์ฉบับเต็มได้ที่


ขอบคุณเนื้อหาจาก
ขอบคุณภาพประกอบจาก 

ABOUT US >

Just Economy and Labor Institute (JELI) is non-profit organization working to promote social justice and ensure the protection of labor rights. We support workers and labor organizations by offering educational and capacity-building programs. We also partner with rights-based organizations that share our vision and missions to conduct research and design campaign-oriented trainings aimed to achieve economic and labor justice.

© 2018 by JELI.
Proudly created with Wix.com